Raid 3

RAID-3 ที่มีการจัดการของข้อมูลที่ถูกจัดเก็บลงบนฮาร์ดดิสก์ (อย่างน้อยต้องใช้ 3 ตัว) ซึ่งจะมีฮาร์ดดิสก์ตัวหนึ่งถูกใช้เก็บเฉพาะพาริติ้ เพียงอย่างเดียว ซึ่งข้อมูลพาริติ้เป็นข้อมูลที่ใช้ในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ส่วนข้อมูลที่ใช้งานจริงจะเก็บอยู่ในฮาร์ดดิสก์ ตัวที่เหลือ โครงสร้างของ RAID-3 จะช่วยใน การเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่าน/เขียนข้อมูล เพราะเป็นการเข้าถึงข้อมูลด้วยฮาร์ดดิสก์หลายๆ ตัวในขณะเดียวกัน พร้อมๆ กัน นอกจากความเร็ว ที่เพิ่มขึ้นก็ยังมีระบบความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น ของข้อมูลด้วยการตรวจสอบข้อมูลพาริติ้

ในกรณีที่ฮาร์ดดิสก์ตัวใดตัวหนึ่งเกิดเสียขึ้นมา ข้อมูลที่สูญหายซึ่งอยู่ภายในฮาร์ดดิสก์ตัวที่เสีย เมื่อนำฮาร์ดดิสก์ใหม่มาแทนที่ ระบบจะสร้างข้อมูลขึ้นมาใหม่ (Rebuild Data) โดยการคำนวณทางตรรกศาสตร์ ซึ่งใช้ข้อมูลพาริติ้และข้อมูลของฮาร์ดดิสก์ที่เหลือมาทำการคำนวณ จนได้ข้อมูลกลับมาโดยครบถ้วนดังเดิม วิธีการคิดความจุของ RAID-3 มีสูตรคำนวณง่ายๆ ดังนี้

สูตรคำนวณ ขนาดความจุของดิสก์อะเรย์ของ RAID-3 = C (ขนาดความจุฮาร์ดดิสก์ตัวที่เล็กที่สุด) x N (จำนวนฮาร์ดดิสก์ทั้งหมด-1)

ตัวอย่างเช่น กรณีที่นำฮาร์ดดิสก์จำนวน 5 ตัวซึ่งมีความจุ 200 GB 2 ตัว และ ความจุ 250 GB 3 ตัว นำมาทำเป็น RAID-3 ดังนั้นเราจะได้ความจุรวมทั้งหมดเป็น 800 GB (200 x (5-1)) เป็นต้น ส่วนที่ต้องหักจำนวนฮาร์ดดิสก์ออกหนึ่ง เพราะฮาร์ดดิสก์นั้นไม่ได้เก็บข้อมูลใช้งานจริง แต่มันเป็นฮาร์ดดิสก์ที่สำหรับเก็บข้อมูลพาริติ้ เพื่อสร้างระบบความปลอดภัยของข้อมูลที่เก็บ

RAID-3 มีเทคนิคตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล(Spindle synchronization) ในการอ่าน / เขียนข้อมูล ซึ่งการเขียน / ปรับปรุงข้อมูลจะมีการเขียนพาริติ้ ซึ่งเก็บในเพียงหนึ่งไดร์ฟ ทุกครั้งอันก่อให้เกิดคอขวดที่ฮาร์ดดิสก์ตัวดังกล่าว

โดยทั่วไปแล้ว RAID-3 มักจะถูกนำไปประยุกต์ใช้งานกับงานที่ต้องการเขียน / อ่านข้อมูลแบบที่มีการสุ่มน้อยกว่า (Lower random) เพราะมิเช่นนั้นแล้วฮาร์ดดิสก์ตัวที่ใช้เก็บข้อมูลพาริตี้ จะทำงานหนักสำหรับการคำนวณซ้ำ และจะมีผลให้มีประสิทธิผลโดยรวมด้อยลง